หน้าหลัก > ท่องเที่ยว 77 จังหวัด >
โฆษณา

กรุงเทพฯ

อัมพวายามเช้าย่ำเช้ากับตลาดอัมพวายามเช้า ไม่พลาดกันเลยทีเดียวนะครับ สำหรับยามเช้ารับแสงแรกของวันกับตลาดน้ำอันเลื่องชื่อลือนามว่า "อัมพวา" ยามเช้าบรรยากาศที่คึกคักจอแจไปด้วยพ่อค้าแม่ขายนานาชนิด อีกทั้งนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติพันธ์ ที่หลั่งไหลกันเข้ามา เยื่ยมชม ศึกษาวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ สำหรับกิจกรรมยามเช้ารับดวงตะวันกันนั้นก็คงจะเป็นการทำบุญตักบาตร ตามวิถีแห่งพุทธศาสนิกชน
รายละเอียดจังหวัด
กรุงเทพฯ หรือ บางกอก เมืองหลวงของประเทศไทย เริ่มก่อตั้งภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงครองราชย์ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ เมื่อวันเสาร์ ที่ 6 เมษายน เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ปีขาล พ.ศ. 2325 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก เนื่องจากเป็นชัยภูมิที่ดีกว่ากรุงธนบุรีเพราะมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแนวคูเมืองทางด้านตะวันตก และด้านใต้

อาณาเขตของกรุงเทพฯ ในขั้นแรกถือเอาแนวคูเมืองเดิมฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรี คือ แนวคลองหลอด ตั้งแต่ปากคลองตลาดจนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า เป็นบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ มีพื้นที่ประมาณ 1.8 ตารางกิโลเมตร

บริเวณที่สร้างพระราชวังนั้นเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพระยาราชเศรษฐี และชาวจีน ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปอยู่ที่สำเพ็ง ในการก่อสร้างพระราชวังโปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมาธิบดี กับพระยาวิจิตรนาวีเป็นแม่กองคุมการก่อสร้าง ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที (21 เมษายน 2325) พระราชวังแล้วเสร็จ เมื่อพ.ศ. 2328 จึงได้จัดให้มีพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบแผน รวมทั้งงานฉลองพระนคร โดยพระราชทานนามพระนครใหม่ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยน คำว่า “บวรรัตนโกสินทร์” เป็น “อมรรัตนโกสินทร์” และในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีได้รวมจังหวัด ธนบุรีเข้าไว้ด้วยกันกับกรุงเทพฯ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร” เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดนนทบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดสมุทรปราการ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทรา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดนครปฐม
ข้อมูลการเดินทาง
กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นของทางหลวงและทางรถไฟ และมีท่าอากาศยานสำคัญถึง 2 แห่ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศได้อย่างสะดวกหลายวิธี ทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัว รถประจำทาง รถไฟ และเครื่องบิน

การเดินทางไป กรุงเทพมหานคร 
โดยรถไฟ

นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดต่างๆ ได้ โดยกรุงเทพฯ มีสถานีรถไฟต้นทาง 3 แห่ง ได้แก่

สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือสถานีรถไฟหัวลำโพง สำหรับเดินทางไปยังภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนล่าง

สถานีรถไฟธนบุรี หรือสถานีรถไฟบางกอกน้อย สำหรับเดินทางไปยังภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันตก

สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ สำหรับเดินทางเลียบอ่าวไทยไปยังปากแม่น้ำท่าจีนและปากแม่น้ำแม่กลอง (รถไฟสายแม่กลอง)

สอบถามรายละเอียดได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690 หรือ www.railway.co.th

โดยรถยนต์
กรุงเทพมหานครเป็นจุดเริ่มต้นของทางหลวงแผ่นดินสายหลักของประเทศไทย 3 สาย ได้แก่ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 หรือ ถนนพหลโยธิน (สายเหนือ) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 หรือถนนสุขุมวิท (สายตะวันออก) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 หรือ ถนนเพชรเกษม (สายใต้) นักท่องเที่ยวจึงสามารถขับรถจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้ ยังมีถนนสายหลักอื่นๆ ที่เป็นเส้นทางเข้าออกเมืองในทิศต่างๆ คือ

ด้านทิศเหนือ ได้แก่ ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนประชาชื่น ถนนงามวงศ์วาน และถนนรามอินทรา

ด้านทิศตะวันออก ได้แก่ ถนนเพชรบุรี ถนนพระราม 9 ถนนพระราม 4 ถนนศรีนครินทร์ และถนนอ่อนนุช

ด้านทิศตะวันตก ได้แก่ ถนนบรมราชชนนี ถนนจรัลสนิทวงศ์ ถนนพุทธมณฑล และถนนวงแหวนรอบนอก

ด้านทิศใต้ ได้แก่ ถนนพระราม 2 ถนนพระราม 3 ถนนตากสิน และถนนเอกชัย

โดยรถประจำทาง
มีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของบริษัทเอกชน โดยรถออกจากสถานีขนส่งกรุงเทพทั้ง 3 แห่ง คือ สถานีขนส่งสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ หรือหมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร 2 สถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี และสถานีขนส่งสายตะวันออก หรือเอกมัย ถนนสุขุมวิท

สอบถามรายละเอียดการเดินรถได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร.1490 www.transport.co.th

ปัจจุบันบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้เปิดให้บริการจองตั๋วรถโดยสารออนไลน์แล้ว ติดต่อได้ที่ www.thaiticketmajor.com และสามารถซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ www.thairoute.com

นอกจากนี้ยังมีบริการรถตู้ของเอกชนไปยังจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพมหานคร เช่น จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี และจังหวัดนครนายก จอดอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วเมือง เช่น บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน และบริเวณปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนี เป็นต้น

โดยเครื่องบิน
กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศของประเทศ มีท่าอากาศยานสำคัญถึง 2 แห่ง คือ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง

นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดสำคัญต่างๆ ทั่วประเทศได้ทุกวัน ตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบินได้ที่

สายการบินไทย โทร. 0-2356-1111 www.thaiairways.co.th

สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โทร. 0-2270-6699 www.bangkokair.com

สายการบินนกแอร์ โทร. 1318 www.nokair.com

สายการบินไทยแอร์เอเชีย โทร. 0-2515-9999 www.airasia.com

สายการบินวัน ทู โก โทร. 1126 www.fly12go.com

การเดินทางภายใน กรุงเทพมหานคร

ในปัจจุบัน ระบบคมนาคมขนส่งของกรุงเทพมหานครใช้ทางบกเป็นหลัก โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่งตามเส้นทางถนน เนื่องจากเข้าถึงชุมชนได้สะดวกกว่าระบบอื่น และเป็นการเดินทางโดยยานพาหนะส่วนบุคคลเป็นหลัก

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังมีระบบการขนส่งสาธารณะที่ได้มาตรฐานและทันสมัย การเดินทางและท่องเที่ยวภายในเมืองจึงทำได้ง่ายและสะดวกสบายแม้ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เพราะมีพาหนะอื่นๆ ให้เลือกใช้มากมายหลายรูปแบบ ทั้งทางบก คือ รถแท็กซี่มิเตอร์ รถเมล์ รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถตุ๊กตุ๊ก รถไฟ รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน และทางน้ำ คือ เรือ

รถแท็กซี่มิเตอร์ วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารและจอดตามจุดจอดรถต่างๆ ทั่วเมือง โดยคิดอัตราค่าโดยสารตามเกณฑ์ระยะทางร่วมกับเกณฑ์ระยะเวลา มีค่าบริการพิเศษเพิ่มเติมในกรณีเรียกใช้บริการผ่านศูนย์วิทยุสื่อสาร 20 บาท ต่อเที่ยว และกรณีเรียกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ณ จุดที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กำหนดไว้ 50 บาท ต่อเที่ยว และผู้โดยสารต้องจ่ายค่าทางด่วนเอง

รถโดยสารประจำทาง มีทั้งรถปรับอากาศและรถไม่ปรับอากาศ ให้บริการตั้งแต่เวลาประมาณ 04.00-23.00 น. และบางสายให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นรถของทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถร่วมบริการ ติดต่อสอบถามเส้นทางการเดินรถได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 184 หรือทางเว็บไซต์ www.bmta.co.th นอกจากนี้ยังมีรถตู้โดยสารประจำทางของเอกชนให้บริการในเส้นทางต่างๆ ทั่วเมืองด้วย

แอร์พอร์ตบัส ให้บริการระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร มี 4 เส้นทาง คือ
สาย AE1 สุวรรณภูมิ-สีลม (ทางด่วน)

สาย AE 2 สุวรรณภูมิ-บางลำภู (ทางด่วน)

สาย AE 3 สุวรรณภูมิ-ถนนวิทยุ และสุวรรณภูมิ-สุขุมวิท 3 (นานาเหนือ)

สาย AE 4 สุวรรณภูมิ-หัวลำโพง (ทางด่วน)

ค่าโดยสาร 150 บาท ตลอดสายทุกเส้นทาง
รถไฟฟ้าใต้ดิน มีสถานีทั้งหมด 18 สถานี เริ่มจากหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกจนไปสิ้นสุดที่สถานีรถไฟบางซื่อ เปิดให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. โดยเก็บค่าโดยสารตามระยะการเดินทางจริงของผู้โดยสาร ตรวจสอบข้อมูลการเดินรถได้ที่เว็บไซต์ www.bangkokmetro.co.th

รถไฟฟ้าบีทีเอส มี 2 เส้นทาง คือ สายสุขุมวิทและสายสีลม เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-24.00 น. โดยเก็บค่าโดยสารตามระยะการเดินทางจริงของผู้โดยสาร ตรวจสอบข้อมูลการเดินรถได้ที่เว็บไซต์ www.bts.co.th

รถจักรยานยนต์รับจ้างและรถตุ๊กตุ๊ก วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารและจอดตามจุดจอดรถต่างๆ ทั่วเมือง โดยคิดอัตราค่าโดยสารตามระยะทางและตามแต่ตกลง

เรือด่วนเจ้าพระยา มีบริการตลอดเส้นทางการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 34 ท่าเรือ โดยแยกออกเป็น 4 สาย คือ เรือด่วนประจำทาง เรือด่วนพิเศษธงส้ม เรือด่วนพิเศษธงเหลือง และเรือด่วนพิเศษธงฟ้า นอกจากนี้ยังมีบริการเรือโดยสารข้ามฟากบริเวณท่าเรือต่างๆ และมีบริการเรือหางยาวโดยสารแล่นตลอดลำคลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว คลองบางกอกน้อย และคลองต่างๆ ด้วย สอบถามข้อมูลการเดินทางของเรือด่วนเจ้าพระยาได้ที่โทร. 0-2623-6143 เว็บไซต์ www.chaophrayaboat.co.th

การรถไฟแห่งประเทศไทยมีบริการเดินรถไฟไปตามสถานีรถไฟชานเมืองภายในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ สายเหนือและสายอีสาน วิ่งไปถึงสถานีรถไฟดอนเมือง สายตะวันออก วิ่งไปถึงสถานีรถไฟหัวตะเข้ และสายใต้ วิ่งไปถึงสถานีรถไฟตลิ่งชัน สอบถามรายละเอียดได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690 หรือ www.railway.co.th  
ข้อมูลการท่องเที่ยว
กรุงเทพฯ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายและหลากหลายประเภท เป็นเมืองแห่งสีสันทั้งในยามค่ำคืนและยามกลางวัน เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความรู้รอบตัว ท่องเที่ยวได้ไม่จำกัดเวลาและไม่จำเป็นต้องมีงบประมาณมาก

พระบรมมหาราชวัง 
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างขึ้นพร้อมสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อแรกสร้างประกอบด้วย 3 ส่วนคือ พระมหาปราสาท พระราชมณเฑียรสถาน และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีเนื้อที่ 132 ไร่ ในอดีตพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ลักษณะแบบแผนการก่อสร้างคล้ายคลึงกับพระบรมมหาราชวังเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาคือ มีวัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่ในบริเวณวังเหมือนกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เริ่มรับอิทธิพลจากตะวันตกทำให้สถาปัตยกรรมมีลักษณะผสมผสานกับทางตะวันตกมากขึ้น หมู่พระที่นั่งที่สำคัญมีดังนี้คือ

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เดิมชื่อพระที่นั่งอินทราภิเษกมหาปราสาท เป็นพระมหาปราสาทองค์แรกที่สร้างขึ้นในพระราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี และพระบรมวงศานุวงศ์ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีการมงคลและบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ

พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท อยู่ใกล้กับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทใช้เป็นที่ประทับทรงพระราชพาหนะ และประทับเปลื้องเครื่องในงานพระราชพิธีที่มีขบวนแห่

พระที่นั่งพิมานรัตยา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2332 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เป็นที่บรรทม และทรงใช้เป็นที่ชุมนุมมหาสมาคมสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพารฝ่ายในเข้ารับพระราชทานเครื่องอิสริยยศ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และนอกจากนั้นยังเป็นที่สรงน้ำพระบรมศพพระบรมวงศานุวงศ์ก่อนที่จะประดิษฐานพระบรมโกศในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สร้างในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2419 ใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะชั้นพระราชาธิบดี หรือชั้นประมุขของรัฐ นอกจากนี้ยังมีหมู่พระที่นั่งสำคัญอื่น ๆ เช่น พระที่นั่งราชกรัณยสภา พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ พระที่นั่งบรมราชสถิตย์มโหฬาร พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ฯลฯ

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว
เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาที่สำคัญ วัดพระแก้วสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2327 และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-9 ตลอดทุกรัชกาล ภายในพระอุโบสถ และระเบียงรอบวัดมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสวยงามมาก สิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ ภายในวัดได้แก่ พระปรางค์ 8 องค์ พระศรีรัตนเจดีย์ ปราสาทนครวัดจำลอง ปราสาทพระเทพบิดร ฯลฯ

ศาลาเครื่องราชอิสริยยศและเหรียญกษาปณ์ ตั้งอยู่ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังด้านขวามือก่อนถึง ทางเข้าพระราชวังส่วนใน จัดแสดงเหรียญกษาปณ์ และเงินตราที่ใช้ในประเทศไทยรวมทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของสำนักฝ่ายใน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30–16.00 น. ค่าเข้าชม 10 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนจัดแสดงโทร. 0-2222-5864 ต่อ 18

พระบรมมหาราชวังเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30–15.30 น. ชาวไทยไม่เสียค่าเข้าชม (สำหรับชาวต่างประเทศเสียค่าเข้าชม 250บาท ซึ่งรวมบัตรเข้าชมศาลาเครื่องราชอิสริยยศและเหรียญกษาปณ์ ค่าเข้าชมพระที่นั่งวิมานเมฆ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2623-5500 ต่อ 3100 หรือ 0-2224-3273 หรือ www.palaces.thai.net

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่เรียกว่า วัดโพธิ์ 
อยู่ที่ถนนมหาราช ข้างพระบรมมหาราชวัง เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรม วัดนี้ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ทั้งหมด และได้นำเอาตำราวิชาการด้านต่าง ๆ มาจารึกไว้โดยรอบ เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน ถือได้ว่าวัดโพธิ์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย นอกจากนี้ที่วัดโพธิ์ยังมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่ออิฐถือปูนปิดทองทั้งองค์ ยาว 46 เมตร สูง 15 เมตร ที่ฝ่าพระบาทแต่ละข้างมีลวดลายประดับมุกเป็นภาพมงคล 108 ประการ อันเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของมหาบุรุษตามคติของอินเดีย

วัดอรุณราชวราราม
ตั้งอยู่ที่ถนนอรุณอัมรินทร์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับวัดโพธิ์ ข้ามเรือได้ที่ท่าเตียน เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า “วัดแจ้ง” ต่อมาเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้กำหนดเอาวัดแจ้งเป็นวัดในเขตพระราชฐานใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 2 จึงถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 เมื่อบูรณะเสร็จแล้วได้พระราชทานนามว่า “วัดอรุณราชธาราม” ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการก่อสร้าง พระปรางค์องค์ใหญ่ซึ่งมีความสูง 82 เมตร กว้าง 234 เมตร แต่มาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ วัดอรุณราชวราราม ”

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี 
  ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยตรงข้ามสถานีรถไฟธนบุรี เป็นอู่เก็บเรือที่ใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรือเหล่านี้เป็นเรือขุดทั้งสิ้น เรือพระราชพิธีที่เก็บอยู่ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงษ์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ และเรือพระที่นั่งอื่น ๆ อีกหลายลำเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. (ปิดช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่และวันหยุดสงกรานต์) อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท โทร. 0-2424-0004 

สนามหลวง หรือ ทุ่งพระเมรุ
เป็นลานโล่งอยู่ใกล้กับกำแพงพระราชวังหลวง และติดกับกำแพงวังหน้าด้านทิศตะวันออก เมื่อแรกสร้างกรุงเทพฯ บริเวณนี้เป็นที่ทำนาของประชาชน และยังใช้เป็นที่ตั้งพระเมรุเผาศพของเจ้านาย จึงเรียกกันติดปากว่า “ทุ่งพระเมรุ” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่านามนี้ไม่เป็นมงคล จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกใหม่ว่า “ท้องสนามหลวง” และยกเลิกการทำนาในบริเวณนี้ สืบมาจนในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อกำแพงป้อมปราการของวังหน้าด้านทิศตะวันออกลง และขยายพื้นที่สนามหลวงให้กว้างดังเช่นปัจจุบัน สนามหลวงมีเนื้อที่ 78 ไร่ ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน พระราชวงศ์ และเจ้านายชั้นสูง รวมทั้งเป็นที่ประกอบพระราชพิธีการกีฬา ทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นมะขามไว้โดยรอบสนามหลวง จำนวน 365 ต้นอีกด้วย

ศาลหลักเมือง 
ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อจะสร้างบ้านเมืองต้องมีการฝังเสา หลักเมือง ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาติไทย รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 บรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ ไว้ภายใน เสาหลักเมืองเดิมทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 75 เซนติเมตร สูง 27 เซนติเมตร แต่สร้างใหม่ในรัชกาลที่ 4 แทนของเดิมที่ชำรุด เป็นไม้ชัยพฤกษ์สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว ตั้งอยู่ภายในอาคารยอดปรางค์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ภายในศาลหลักเมืองยังมีเทวรูปสำคัญ คือ เทพารักษ์ เจ้าพ่อหอกลอง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อเจตคุปต์ และพระกาฬไชยศรี

วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม 
ตั้งอยู่ติดกับด้านเหนือสวนสราญรมย์ มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ เป็นวัดที่มีเนื้อที่เล็กมาก วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นวัดธรรมยุติ และเป็นไปตามโบราณประเพณีว่า ในราชธานีต้องมีวัดสำคัญ 3 วัดเสมอ จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อสวนกาแฟหลวง ในรัชกาลที่ 3 สร้างวัดเล็ก ๆ ขึ้นวัดหนึ่ง พระราชทานนามว่า "วัดราชประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม" แล้วต่อมาทรงเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม" สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดนี้คือ พระวิหารหลวงซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาฝนังเกี่ยวกับพระราชพิธีสิบสองเดือน ภาพสุริยุปราคา

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ราชวรมหาวิหาร 
ตั้งอยู่ริมสนามหลวง ถนนหน้าพระธาตุ (ใกล้กับมหาวิทยาลัยศิลปากร) เป็นพระอารามหลวงฝ่ายมหานิกายชั้นเอก เดิมชื่อว่า วัดสลัก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดให้สร้างขึ้นใหม่พร้อมกับพระบรมมหาราชวังแล้วพระราชทานนามว่า “วัดนิพพานาราม” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระศรีสรรเพชญ์” เคยใช้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฏกหลังจากกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จสวรรคตแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเปลี่ยนนามพระอารามใหม่ว่า “วัดมหาธาตุ” ส่วนคำว่า “ยุวราชรังสฤษดิ์” มาเพิ่มในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลังจากที่ทรงปฏิสังขรณ์แล้ว ภายในวัดมีสิ่งสำคัญคือ พระอุโบสถ พระวิหารพระมณฑป วิหารโพธิ์ลังกา หรือวิหารน้อย ต้นศรีมหาโพธิ์ และมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อ “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 
  เดิมสถานที่นี้เป็นวังหน้าของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับวังหลวง มีพระที่นั่งที่สำคัญ ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นที่ศาลาสหทัยสมาคม เรียกว่า “มิวเซี่ยม” แล้วจึงย้ายมาไว้ที่วังหน้าของกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งบางส่วน กลายเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริเวณข้างเคียงมีโรงเรียนช่างศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ และโรงละครแห่งชาติอยู่ในบริเวณเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจนอกจากพิพิธภัณฑ์แล้วยังมีวัดบวรสถานสุทธาวาส ตั้งอยู่ภายในบริเวณวังหน้าใกล้กับ โรงเรียนช่างศิลป์ วัดนี้เรียกกันว่า “วัดพระแก้ววังหน้า” พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย และชาติเพื่อนบ้าน พิพิธภัณฑ์ฯแห่งนี้ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประจำปี 2545 รางวัลยอดเยี่ยม ประเภทโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว จากผลงาน โครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เพื่อส่งเสริมให้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชุมชนของตนเพื่อการท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ฯเปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2224-1370, 0-2224-1333, 0-2224-1402, 0-2224-1396, 0-2224-1333

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์
  อยู่ข้างสะพานพระปิ่นเกล้า ถนนเจ้าฟ้า อดีตเคยเป็นโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ของไทยปัจจุบันเป็นศูนย์รวบรวม และจัดแสดงผลงานศิลปะทั้งแบบประเพณีไทยโบราณ และแบบสากลร่วมสมัยของศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนสีน้ำมันฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ติดตั้งแสดงอยู่ด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2281-2224 และ 0-2282-2639-40

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
อยู่ที่ถนนเฟื่องนคร เป็นวัดที่มีเสมาขนาดใหญ่ทำเป็นเสาศิลาสลักรูปเสมาธรรมจักรอยู่บนเสาตั้งอยู่ที่กำแพงวัดทั้ง 8 ทิศ บริเวณวัดนี้เดิมเป็นวังของพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ วัดราชบพิธฯ เริ่มก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2412 (สมัยรัชกาลที่ 5) เสร็จในปี พ.ศ. 2413 แล้วนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสวรวิหารมาจำพรรษาอยู่ พร้อมกับอัญเชิญพระพุทธนิรันตรายมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ ศิลปกรรมที่สำคัญในวัดได้แก่ บานประตู และหน้าต่างของพระอุโบสถที่มีลายไทยลงรักประดับมุกเป็นรูปดวงตราครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่าง ๆ สวยงามมาก

วัดสุทัศน์เทพวราราม
ตั้งอยู่ที่ถนนบำรุงเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชประสงค์จะสร้างพระวิหารให้มีขนาดใหญ่เท่ากับพระวิหารวัดพนัญเชิง เป็นศรีสง่าแก่พระนคร ได้พระราชทานนามไว้ว่า “วัดมหาสุทธาวาส” แต่สร้างยังมิทันสำเร็จ ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงดำเนินงานต่อ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดสุทัศน์เทพวราราม” สร้างเสร็จสมบูรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วัดสุทัศน์ไม่มีเจดีย์เหมือนวัดอื่น ๆ เพราะมีสัตตมหาสถานเป็นอุเทสิกเจดีย์ (คือต้นไม้สำคัญในพุทธศาสนา 7 ชนิด) แทนที่อยู่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ พระศรีศากยมุนี (หลวงพ่อโต) พระประธานของวัดที่ได้ชะลอมาจากวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย และบานประตูพระวิหาร ซึ่งเป็นศิลปกรรมชั้นเยี่ยมทางด้านการแกะสลักในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะคู่ที่เป็นฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้นำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

เสาชิงช้า 
ศาสนาพราหมณ์มีความเกี่ยวพันกับชีวิตชาวไทยอยู่มาก เมื่อสร้างกรุงเทพฯ เสร็จแล้วจึงมีการสร้างโบสถ์พราหมณ์ และเสาชิงช้า เดิมตั้งอยู่ริมถนนบำรุงเมือง ทางจะเลี้ยวไปถนนดินสอ มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2327 และย้ายมาตั้งที่ถนนบำรุงเมืองในปัจจุบัน เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 บริษัท หลุยส์ ที.เลียวโนแวนส์ ซึ่งเป็นบริษัทค้าไม้ได้อุทิศซุงไม้สักเพื่อสร้างเสาชิงช้าใหม่ เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2463 ซ่อมใหม่เมื่อพ.ศ. 2502 มีส่วนสูงทั้งหมด 21.12 เมตร เสาชิงช้านี้ใช้ประกอบพิธีตรียัมพวายหรือพิธีโล้ชิงช้าในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งจัดให้มีในเดือนยี่ของทุก ๆ ปี และยกเลิกไปเมื่อพ.ศ. 2478

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 
  อยู่ที่ถนนราชดำเนิน สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อนุสาวรีย์นี้ออกแบบโดยศาสตราจารย์ศิลป์ 
พีระศรี เริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ตรงกลางประดิษฐานพานรัฐธรรมนูญ
มีความสูง 3 เมตร หนัก 4 ตัน

วัดบวรนิเวศวิหาร 
อยู่ที่ถนนพระสุเมรุ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพเป็นแม่กองก่อสร้างเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4, 6, 7 และ 9 เมื่อคราวทรงผนวชสิ่งที่น่าชมในวัดนี้ได้แก่ พระพุทธชินสีห์ พระรูปสมเด็จพระสมณเจ้า 2 องค์ คือ สมเด็จกรมพระยาปวเสศวิทยาลงกรณ์ และสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง ตำหนักปั้นหยา และพระศาสดา พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ซึ่งพระมหาธรรมราชาลิไททรงสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1900

วัดราชนัดดาราม 
อยู่ที่ถนนมหาไชย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2389 เป็นวัดที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีเจ้าพระยายมราชเป็นแม่กองออกแบบ เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์เป็นแม่กองสร้างโลหะปราสาท วัดนี้แปลกกว่าวัดอื่น คือ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างธรรมเจดีย์ปราสาทแทนการสร้างพระเจดีย์ (นับเป็นแห่งที่ 3 ของโลก) มีความสูง 36 เมตร ประกอบด้วย เจดีย์ล้อมรอบ 37 องค์ เพื่อให้เท่ากับ “โพธิปักขียธรรม 37 ประการ” ปัจจุบันโลหะปราสาทแห่งนี้เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก เนื่องจากโลหะปราสาทที่ประเทศอินเดีย และศรีลังกาได้ปรักหักพังไปหมดแล้ว

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว 
ตั้งอยู่บริเวณพลับพลาพระราชพิธี มุมถนน ราชดำเนิน บริเวณหน้าวัดราชนัดดาราม สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2533 โดยกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการ เป็นพระรูปหล่อด้วยสำริดประทับบนพระที่นั่งสูงขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง ภายในบริเวณตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับ มีพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อใช้รับราชอาคันตุกะ และศาลาราย 3 หลัง

วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) 
อยู่นอกกำแพงเมือง ริมคลองมหานาค ตรงที่บรรจบกับคลองบางลำพู เดิมเป็นวัดเก่าชื่อว่า "วัดสะแก"
ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ทั้งพระอารามในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระราชทานนามว่า "วัดสระเกศ" ส่วนเจดีย์ภูเขาทองนั้นเริ่มสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยทรงเลียนแบบมาจากภูเขาทองในสมัยกรุงศรีอยุธยา
แล้วเสร็จในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับพระราชทานนามว่า “สุวรรณบรรพต” มีความสูง 77 เมตร บนยอดสุวรรณบรรพตเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ และพิสูจน์ได้ว่าเป็นของพระสมณโคดมซึ่งเป็นส่วนแบ่งของพระราชวงศ์ศากยราชเพราะมีคำจารึกอยู่ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ขณะนั้นกำลังทรงผนวชอยู่ที่ประเทศอินเดีย ได้ส่งพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาถวายในฐานะที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวที่เป็นพุทธมามกะอยู่ในขณะนั้น

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 
  พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ที่อาคารอนุรักษ์กรมโยธาธิการ เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เขตพระนคร ตึกหลังนี้เป็นอาคารสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6-7 สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 สถาบันพระปกเกล้าฯ ได้บูรณะเพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 7 หาดูได้ยาก รวมทั้งจัดแสดงภาพถ่าย เอกสาร และพระราชประวัติของรัชกาลที่ 7 องค์ปฐมกษัตริย์ระบบประชาธิปไตยของไทย เป็นพิพิธภัณฑ์พระมหากษัตริย์แห่งแรกที่สมบูรณ์แบบ นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการอธิบายและนำชม ภายในจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่การสืบราชสันตติวงศ์ พระราชประวัติก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชกรณียกิจ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง การพระราชทานรัฐธรรมนูญ เครื่องราชภัณฑ์ และพระราชนิยมส่วนพระองค์ รวมทั้งพระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ และเสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีศาลาเฉลิมกรุงจำลอง จัดฉายภาพยนต์เก่าให้ชม พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00–16.00 น. ค่าเข้าชม 20 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท วันหยุดราชการไม่เสียค่าเข้าชม สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 0-2280-3413–14, 0-2280-3445–46 www.kpi.ac.th/museum

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 
ประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ ฝั่งพระนคร สร้างขึ้นเมื่องานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี เมื่อพ.ศ. 2475 พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ในมหาจักรีบรมราชวงศ์ และผู้สถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของไทย ประสูติ ณ กรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 เสด็จขึ้นเสวยราชย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 อยู่ในราชสมบัตินาน 27 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352

พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช 
อยู่บริเวณวงเวียนใหญ่ ถนนประชาธิปก ประดิษฐานอยู่ในลักษณะทรงม้า พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบ ความสูงจากเท้าม้าถึงยอดพระมาลา 9 เมตร ฐานอนุสาวรีย์เป็นแท่นคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 8.90 เมตร กว้าง 1.80 เมตร ยาว 3.90 เมตร สองด้านของแท่นฐาน มีรูปปั้นนูนด้านละ 2 กรอบรูป ถ่ายทอดภาพประวัติศาสตร์ 4 กรอบ คือ รูปประชาชนทุกวัยแสดงอาการโศกเศร้าหมดความหวังเมื่อกรุงแตก, รูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเกลี้ยกล่อมให้ประชาชนรวมกำลังกันต่อสู้กู้อิสรภาพ, รูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงต่อสู้ข้าศึก, รูปประชาชนพลเมืองมีความสุขที่กอบกู้อิสรภาพได้
ได้ทำการเปิดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2497 และมีพิธีสักการะพระบรมรูป ในวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี

อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 
ตั้งอยู่ที่ถนนสมเด็จเจ้าพระยา ซอย 3 เขตคลองสาน จัดเป็นสวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ ในบริเวณชุมชนวัดอนงคารามซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ภายในมีอาคารพิพิธภัณฑ์ 2 หลัง จัดแสดงเกี่ยวกับพระราชประวัติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประวัติชุมชนวัดอนงคาราม พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร และงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จย่า อุทยานฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00–18.00 น. และส่วนพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมเวลา 09.00–16.00 น.(ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์) โทร. 0-2437-7799, 0-2439-0902 

วัดราชบูรณะ 
ตั้งอยู่เชิงสะพานพุทธฝั่งกรุงเทพฯ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดเลียบ สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายโดยพ่อค้าชาวจีน วัดนี้เป็นหนึ่งในจำนวนวัดเอกประจำเมือง 3 วัด ได้แก่ วัดราชบูรณะ วัดราชประดิษฐ์ และวัดมหาธาตุ วัดนี้ได้รับการบูรณะมาตลอดตั้งแต่รัชกาลที่ 1-7 เว้นรัชกาลที่ 6 รัชกาลเดียว ในคราวสงครามมหาเอเซียบูรพา สถานที่สำคัญ ๆ ของวัดถูกระเบิดพังทลาย โดยเฉพาะพระอุโบสถที่มีภาพจิตรกรรม ฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่งถูกระเบิดทำลายจนหมด ต่อมาจึงได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ดังที่เห็นในปัจจุบัน

วัดอินทรวิหาร 
ตั้งอยู่ที่บางขุนพรหม ถนนวิสุทธิกษัตริย์ เขตพระนคร วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายประมาณ พ.ศ.2295 เดิมชื่อวัดบางขุนพรหม ซุ้มประตูทางเข้าวัด 3 ซุ้ม เป็นศิลปะทรงไทย เรือนยอดตรงกลางเป็นรูปพระมหาบุรุษมหาภิเนษกรมณ์ ณ ฝั่งแม่น้ำอโนมา ด้านขวาเป็นรูปพระอินทร์ ด้านซ้ายเป็นรูปพระพรหม สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ “พระพุทธศรีอริยเมตไตรย” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ สูง 32 เมตร กว้าง 10 เมตร 24 นิ้ว สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บนยอดเกศองค์หลวงพ่อโตบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเป็นภาพชีวประวัติของสมเด็จพระพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ภาพสิ่งก่อสร้างต่างๆของสมเด็จฯ ภาพต้นไม้ ด้านล่างพระอุโบสถเป็นพิพิธภัณฑ์ของเก่า ศาลาการเปรียญประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) นอกจากนี้ยังมี มณฑป ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง หอระฆังหลังคาทรงจัตุรมุข พระสังกัจจายน์ พระแม่กวนอิมอวโลกิเตศวร พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ต้นโพธิ์ไทย โพธิ์ลังกาและโพธิ์อินเดีย ซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน เปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยไม่เสียค่าเข้าชม

พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย 
  ตั้งอยู่ที่ตำหนักวังบางขุนพรหม ภายในบริเวณเดียวกันกับธนาคารแห่งประเทศไทย จัดแสดงสื่อในการแลกเปลี่ยนตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ อาทิ ห้องเงินตราโบราณ ห้องเงินพดด้วง ห้องกษาปณ์ไทย ห้องธนบัตรไทย ห้องทองตรา ห้อง 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น เปิดให้เข้าชมในวันจันทร์-ศุกร์ เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดธนาคาร ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ กรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชม ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ โทร. 0-2283-5286, 0-2283-5265 และ 0-2283-6723

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม 
ตั้งอยู่ที่ถนนศรีอยุธยา เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น โดยมีสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้างศิลปะสถาปัตยกรรมไทยโบราณที่มีความวิจิตรงดงามและเป็นระเบียบ ได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดที่มีการวางแปลนแผนผังที่ดีที่สุดวัดหนึ่ง ทั้งยังประดับด้วยหินอ่อนที่ดีที่สุดจากประเทศอิตาลี เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศในชื่อ “Marble Temple” พระประธานของวัดจำลองมาจากพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก บริเวณพระระเบียงด้านหลังพระอุโบสถเรียงรายด้วยพระพุทธรูปโบราณปางต่าง ๆ 52 องค์ ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงรวบรวมมาจากหัวเมืองต่าง ๆ และต่างประเทศ

พระบรมรูปทรงม้า 
สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2451 ด้วยเงินที่ประชาชนได้เรี่ยไรสมทบทุน โดยจ้างนายช่างชาวฝรั่งเศสแห่งบริษัท ซุซ เซอรเฟรส ฟองเดอร์ หล่อมาจากกรุงปารีส ส่วนเงินที่เหลือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำไปใช้สร้างมหาวิทยาลัยขึ้น มีนามตามพระปรมาภิไธยว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

พระที่นั่งอนันตสมาคม 
สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอาคารหินอ่อนแบบเรเนอซองส์ ของประเทศอิตาลี ทั้งนี้มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่รับรองแขกเมือง และประชุมปรึกษาราชการแผ่นดิน พระที่นั่งนี้สร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 บนเพดานโดมของพระที่นั่งมีภาพเขียนเฟรสโกที่สวยงามมาก เป็นภาพเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1-6 แห่งราชวงศ์จักรี พระที่นั่ง อนันตสมาคมใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีรัฐพิธีต่าง ๆ และเคยใช้เป็นที่ประชุมรัฐสภา ภายหลังจึงได้ย้ายการประชุมมายังรัฐสภาใหม่ซึ่งอยู่ด้านหลังของพระที่นั่งนี้

พิพิธภัณฑ์พระที่นั่งวิมานเมฆ 
ตั้งอยู่บริเวณหลังพระที่นั่งอนันตสมาคม ในเขตพระราชวังดุสิต เป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง เดิมตั้งอยู่บนเกาะสีชัง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้ชะลอมาไว้ ณ สถานที่ตั้งปัจจุบัน เมื่อปีพ.ศ. 2444 ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ 81 ห้อง มีคลองล้อมรอบตัวอาคาร อาทิ คลองคาบแผ่นกระจก คลองรางเงิน อ่างหยก ภายในบริเวณร่มรื่น สวยงามมาก

พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย 
  ตั้งอยู่ในสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนราชสีมา เขตดุสิต (ตรงข้ามสถาบันราชภัฏสวนดุสิต) เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เป็นศูนย์กลางเรียนรู้ แหล่งศึกษาค้นคว้า ตลอดจนเป็นสถานที่รวบรวมเอกสาร หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆที่มีคุณค่าในวงการหนังสือพิมพ์ไทยในอดีตถึงปัจจุบัน โดยจัดแสดงด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทันสมัย ส่วนแรกนำเสนอเกี่ยวกับการทำหนังสือพิมพ์ในอดีตโดยจัดแสดงเป็นหุ่นขี้ผึ้งจำลองบรรยากาศสำนักงานหนังสือพิมพ์การทำงานของนักข่าวในสมัยก่อน ถัดมาแสดงให้เห็นบทบาทของหนังสือพิมพ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และประวัติความเป็นมาของผู้มีบทบาทในวงการหนังสือพิมพ์ อาทิ หมอบรัดเลย์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, กุหลาบ สายประดิษฐ์, มาลัย ชูพินิจ, อิศรา อมันตกุล มุมหนึ่งประดิษฐานพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผู้ทรงริเริ่มกิจการการพิมพ์ของคนไทยให้มีการพิมพ์ใบประกาศและเป็นบรรณาธิการในหนังสือราชกิจจานุเบกษาซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของคนไทย และพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงเป็นกษัตริย์นักหนังสือพิมพ์ ทรงโปรดให้ออกหนังสือพิมพ์เพื่อแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี พิพิธภัณฑ์ยังมีส่วนนิทรรศการเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ และมีบริการห้องสมุดสำหรับผู้สนใจค้นคว้าข้อมูลหลักฐานต่างๆ พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00–17.00 น.กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าชม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2669-7124-6 โทรสาร 0-2241-5929 หรือ www.thaipressasso.com

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 
ตั้งอยู่ที่ถนนพหลโยธิน รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2484 เพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนใหม่ กรณีพิพาทยุติลงด้วยการเจรจาประนีประนอมของทั้งสองฝ่าย จากเหตุการณ์ในครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 59 คน รัฐบาลจึงสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้นเพื่อเป็นเกียรติ และเทิดทูนคุณงามความดีของวีรชนที่มีความกล้าหาญและเสียสละ

พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร 
ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารสำนักงานไปรษณีย์นครหลวงเหนือ (หลังไปรษณีย์สามเสนใน) จัดแสดงแสตมป์ไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และแสตมป์ของประเทศสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดจัดเก็บหนังสือรวบรวมความรู้เรื่องการไปรษณีย์ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ ในบริเวณเดียวกันยังมีการจำหน่ายแสตมป์ และอุปกรณ์เพื่อการสะสมแสตมป์ด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2271 2439

พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย 
  ตั้งอยู่ในอาคารที่ทำการเก่าของสหภาพแรงงานการรถไฟมักกะสัน ถนนนิคมรถไฟมักกะสัน เขตราชเทวี จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของประวัติศาสตร์แรงงานไทย แบ่งออกเป็น 7 ห้อง ห้องที่ 1 แรงงานบังคับไพร่-ทาส คือ ฐานของสังคมไทยโบราณ จัดแสดงเรื่องราวของแรงงานไทยตั้งแต่ครั้งโบราณ ห้องที่ 2 กุฎีจีนแรงงานรับจ้างรุ่นแรก บอกเล่าสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ห้องที่ 3 แรงงานในกระบวนการปฏิรูปประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ห้องที่ 4 กรรมกรกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สภาพของแรงงานก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ห้องที่ 5 จากสงครามโลกถึงสงครามเย็น ชีวิตแรงงานไทยภายใต้สภาวการณ์ที่สำคัญสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ห้องที่ 6 จาก 14 ตุลาถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ชีวิตคนงานในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน เรื่องราวของแรงงานสตรี แรงงานเด็ก คนขับรถบรรทุก นักมวย ห้องที่ 7 ห้องศิลปวัฒนธรรมกรรมกรจิตร ภูมิศักดิ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนนักคิดคนสำคัญ แต่ละห้องใช้รูปแบบการจัดแสดงมีสื่ออุปกรณ์ต่างๆเช่น โทรทัศน์ สไลด์ คอมพิวเตอร์ ทำให้น่าสนใจ เข้าใจง่าย เกิดความเพลิดเพลินในการชม นอกจากนี้ยังมีบริการห้องสมุด หนังสือต่างๆและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงาน มีศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้แรงงาน เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ ปิดวันจันทร์-อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 10.00–16.30 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม (หากเข้าชมเป็นหมู่คณะกรุณาติดต่อล่วงหน้า) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2251-3173

บ้านตุ๊กตาบางกอกดอลล์และตุ๊กตานานาชาติ 
  ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 85 ซอยแยกรัชฏภัณฑ์ (ซอยหมอเหล็ง) ถนนราชปรารภ ก่อตั้งโดยคุณหญิงทองก้อน จันทวิมล เมื่อปีพ.ศ. 2499 หลังจากกลับจากเรียนประดิษฐ์ตุ๊กตาจากโรงเรียนโอซาวาดอลล์ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อประดิษฐ์ตุ๊กตาของไทยออกเผยแพร่ ตุ๊กตาของที่นี่เป็นที่รู้จักกันดีของนานาชาติ ตลอดจนนักสะสมตุ๊กตาทั้งหลาย เนื่องมาจากความสวยงามของตุ๊กตาที่ประดิษฐ์ออกมามีความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยเคยได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดตุ๊กตาพื้นเมืองนานาชาติครั้งที่ 3 ประจำปีพ.ศ. 2521 ที่ประเทศโปแลนด์ สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งสถานที่จัดแสดงและโรงงานผลิตตุ๊กตาชนิดต่างๆ การผลิตจะทำด้วยมือทุกขั้นตอนโดยใช้วัสดุภายในประเทศเป็นหลัก ตุ๊กตาที่ผลิตออกมามีด้วยกันหลายประเภท อาทิเช่น ตุ๊กตาโขน ตุ๊กตาชาวเขาเผ่าต่างๆ ตุ๊กตาแสดงถึงชีวิตตามชนบทของคนไทยตลอดจนหัวโขนย่อส่วน นอกจากนี้แล้วที่มุมหนึ่งภายในโรงงานเป็นที่จัดแสดงตุ๊กตาที่ได้มาจากทั่วโลก จำนวนประมาณ 400 ตัวซึ่งเป็นผลจากการใช้เวลาสะสมเป็นเวลานานปี เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-เสาร์ เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยไม่เก็บค่าเข้าชม โทร. 0-2245-3008 

สถานศึกษาและปฏิบัติธรรม 
  องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ตั้งอยู่เลขที่ 616 ถนนสุขุมวิท ซอย 24 เป็นสถานที่จัดให้ความรู้ในเรื่องพุทธศาสนาและการทำสมาธิ โดยจัดชั้นเรียนสมาธิทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน (บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ) และชั้นเรียนพุทธศาสนาทุกวันอาทิตย์ที่สาม และอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เวลา 14.00-18.00 น. ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ โทร. 0-2661-1284–7

พิพิธภัณฑ์เภสัชกรรมไทย 
  ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 อาคารเภสัชกรรมสมาคม เลขที่ 40 ซอยสันติสุข สุขุมวิท 38 เยื้องกับซอยทองหล่อ จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รู้ประวัติการแพทย์แผนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จัดแสดงเรื่องราวตามหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ ต้นกำเนิดวิชาชีพเภสัชกรรม วิวัฒนาการเภสัชกรรมแผนตะวันออกและภูมิปัญญาพื้นฐาน วิวัฒนาการเภสัชกรรมไทยแผนตะวันตก วิวัฒนาการสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00–16.00 น. ถ้าเข้าชมเป็นหมู่คณะควรทำหนังสือแจ้งล่วงหน้า ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-2391-6243, 0-2712-1627

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลอง)

  ตั้งอยู่ที่ถนนสุขุมวิท ใกล้กับสถานีขนส่งเอกมัย เป็นศูนย์แสดงและเผยแพร่ความรู้ เช่น การจัดนิทรรศการ บรรยายความรู้สาขาต่าง ๆ ของวิชาวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท นอกจากนั้นในบริเวณเดียวกันยังมี ท้องฟ้าจำลอง ซึ่งใช้ศึกษาเกี่ยวกับระบบดวงดาว เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-วันศุกร์ เวลา 11.00 น., 14.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 น., 11.00 น., 13.30 น. และ 14.30 น. อัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2392-5951-9, 0-2391-0544, 0-2392-1773 หรือ www.sci-educ.nfe.go.th 

พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ 
ตั้งอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณชั้น 3 อาคารวิจัยและตรวจสอบอัญมณี ตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ และกระตุ้นเยาวชนและบุคคลทั่วไปให้ตระหนักถึงคุณค่าของอัญมณี และเน้นย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าและอุตสาหกรรมพลอยสีและเครื่องประดับของโลก สร้างสรรค์แรงบันดาลใจแก่นักออกแบบ ตลอดจนอนุรักษ์ตัวอย่างอัญมณีไว้สำหรับคนรุ่นหลัง สิ่งของที่จัดแสดงมีทั้งอัญมณีและเครื่องประดับที่ได้รับบริจาคจากเอกชน โลหะมีค่าสำหรับทำเครื่องประดับ ตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการทำเครื่องประดับ และยังมีการขอยืมชิ้นงานจากบริษัทจิวเวลลี่ต่าง ๆ มาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนจัดแสดง ส่วนนิทรรศการถาวร ประกอบด้วยการแสดงประวัติความเป็นมาของอัญมณีและเครื่องประดับ การแสดงแบบจำลองเหมืองอัญมณี ขั้นตอนการผลิต เช่น การคัดขนาด การตัดแบ่ง การเจียระไน และขัดเงา นับว่าเป็นแหล่งความรู้และข้อมูลที่สำคัญสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมอัญมณี

สวนงูสภากาชาดไทย 
  ตั้งอยู่ที่สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ถนนพระราม 4 เป็นแหล่งเลี้ยงงูพิษต่าง ๆ เพื่อนำเอาพิษงูมาทำเซรุ่มฉีดรักษาผู้ถูกงูกัด เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. วันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30–12.00 น. มีการฉายสไลด์ประกอบคำบรรยายและแสดงรีดพิษงู ในวันธรรมดาเวลา 10.30 น. และ 14.00 น. วันหยุดราชการ มีเฉพาะรอบเวลา 10.30 น. ค่าเข้าชมคนไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 70 บาท นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบไม่เสียค่าเข้าชม หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะต้องทำหนังสือแจ้งล่วงหน้า โทร. 0-2252-0161-4

บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ 
  ตั้งอยู่เลขที่ 19 ซอยพระพินิจ ถนนสาทรใต้ เป็นหมู่เรือนไทยที่เป็นที่อยู่อาศัยประกอบด้วยเรือนไม้สักขนาดต่าง ๆ กัน 5 หลัง หอนก และหอพระ มีนอกชานเชื่อมถึงกันตลอด ชั้นล่างเป็นใต้ถุนโล่ง มีศาลาไทยหลังใหญ่หน้าบ้านแยกไปจากกลุ่มเรือนที่เป็นที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ประกอบกิจกรรมต่างๆ บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เปิดให้เข้าชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00–17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 50 บาท ผู้สนใจเข้าชมเป็นกลุ่มในวันอื่น ๆ ต้องติดต่อล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ซึ่งจะต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 100 บาท หรือค่าบำรุงมูลนิธิฯ อย่างน้อย 1,000 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 0-2286-8185, 0-2287-2937 

พิพิธภัณฑ์เด็ก 
ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร หรือ CHILDRENS DISCOVERY MUSEUM เป็นโครงการที่สืบเนื่องจากพระราชปรารภในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้อย่างเพลิดเพลินของเด็กไทย และจากกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัวของกทม. พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครจึงได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการ 3 หลัง พร้อมลานกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2544 บนพื้นที่ 5 ไร่ ในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ภายใต้โครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา

พิพิธภัณฑ์เด็กแห่งนี้ได้นำเสนอและจัดการเรียนรู้บนแนวความคิดหลักที่ว่า "เอกภาพบนความหลากหลาย" (HARMONY IN DIVERSITY) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เด็กจะได้เห็นว่า "สรรพสิ่งล้วน

1. แตกต่างหลากหลาย (DIVERSITY) ไม่มีสิ่งใดเหมือนกันทุกอย่าง แม้แต่มนุษย์ก็ไม่เหมือนกัน
2. สัมพันธ์พึ่งพากัน (INTERDEPENDENCE) สรรพสิ่งนั้นสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน องค์ความรู้แต่ละด้านไม่ได้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ด้วยตัวเอง หากแต่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันเป็นเหตุปัจจัยของกันและพึ่งพาอาศัยกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง ศิลปะ ดนตรี การแต่งกาย การสร้างบ้านเรือน ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาพภูมิประเทศ หรือน้ำกับต้นไม้ สัตว์กับคนที่ต้องพึ่งพากัน
3. แปรเปลี่ยน พัฒนา ไม่หยุดนิ่ง (DYNAMIC) ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและเสื่อมสลายตลอดเวลา"

  ภายในมีนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจสำหรับให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมและสังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 10.00-18.00 น. ค่าเข้าชม เด็ก 50 บาท ผู้ใหญ่ 70 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2615-7333 ต่อ 102, 134, 148 หรือ www.bkkchildrenmuseum.com

อุทยานผีเสื้อและแมลงกรุงเทพฯ 
ตั้งอยู่ในสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ บริเวณอุทยานประกอบด้วยลานกิจกรรม บริเวณจัดนิทรรศการ ห้องเพาะเลี้ยงอาหาร ห้องเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ลานชมวิว ลานแมลง ลานผีเสื้อและลานลำพู ตัวอาคารส่วนที่เป็นกรงมีพื้นที่ 1,100 เมตร สร้างในลักษณะโดมขนาดใหญ่สูง 15 เมตร สามารถระบายอากาศได้เนื่องจากใช้วัสดุโปร่งในการก่อสร้าง บริเวณของอุทยานมีส่วนเชื่อมต่อกับสวนจัตุจักรและสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ นับเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้และเป็นสถานที่สำหรับศึกษาค้นคว้า วิจัย รวบรวม แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องพันธุ์ผีเสื้อและแมลง วงจรชีวิต รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของผีเสื้อและแมลง อุทยานเปิดทุกวัน ปิดวันจันทร์ เวลา 08.30-16.30 น. โทร. 0 2272 4359–60

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ 
  ตั้งอยู่ริมถนนวิภาวดีรังสิต เลยสนามบินดอนเมืองไปเล็กน้อย มีเนื้อที่ 38 ไร่ อยู่ในความดูแลของกรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด ภายในอาคารมีการจัดแสดงจิตรกรรมฝาผนัง แสดงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีการจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภาพจำหลักนูนต่ำ แสดงเรื่องการสร้างเมือง และหุ่นจำลองเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การสงครามของไทย เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00–15.00 น. หากเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อขอวิทยากรได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2532-1021

พิพิธภัณฑ์ปราสาท 
ตั้งอยู่เลขที่ 9 ซอย 4 A ถนนกรุงเทพกรีฑา ซึ่งตัดแยกจากถนนศรีนครินทร์ เขตบางกะปิ เป็นสถานที่เก็บรวบรวมสิ่งของตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และมีการจำลองสถาปัตยกรรมที่งดงามหลายรูปแบบ เช่น ตึกฝรั่ง ตำหนักแดงซึ่งได้จำลองมาจากตำหนักในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอพระซึ่งจำลองมาจากวัดใหญ่สุวรรณาราม เป็นต้น เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. นำชมรอบแรก 09.30 น. รอบสุดท้าย 15.00 น. ใช้เวลาชม 2 ชั่วโมง การเข้าชมกรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อน 1 วัน ค่าเข้าชม 1 คน 1,000 บาท ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปคนละ 500 บาท โทร. 0 2379-3601, 0 2379 3607

สวนหลวง ร. 9 
  เป็นสวนสาธารณะ และสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ มีพื้นที่ทั้งหมด 500 ไร่ ซึ่งมูลนิธิสวนหลวง ร.9 และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันสร้างเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในศุภมงคลสมัยเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ ด้านตะวันออกเฉียงใต้ แขวงหนองบอน เขตประเวศ ทางเข้าอยู่แยกจากถนนศรีนครินทร์ (ผ่านสะพานข้ามคลองหนองบอน) สามารถใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างจากเสรีเซ็นเตอร์ หรือรถมินิบัสจากถนนอุดมสุข (สุขุมวิท 103) ไปยังสวนหลวง ร. 9 ได้ ภายในบริเวณสวนหลวง ร.9 ประกอบด้วย อาคารเทิดพระเกียรติรวมเรื่องราวพระราชกรณียกิจ และเครื่องใช้ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สวนพฤกษศาสตร์ สวนรมณีย์ ตระพังแก้วเก็บน้ำ สวนน้ำ อาคารพันธุ์ไม้ทะเลทราย สนามราษฎร์และลานอเนกประสงค์ สำหรับจัดกิจกรรมต่าง ๆ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 05.30–19.00 น. โทร. 0-2328-1972 และ 0-2328-1395

นอกจากนี้ยังมีสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง ในความดูแลของกองสวนสาธารณะกรุงเทพฯ ได้แก่ สวนลุมพินี สวนจตุจักร สวนสราญรมย์ สวนธนบุรีรมย์ สวนรมณียนาถ และอุทยานเบญจศิริ ซึ่งมีสนามหญ้า และต้นไม้ร่มรื่น เปิดให้ประชาชนเข้าพักผ่อนหย่อนใจได้ตั้งแต่เวลา 05.00-21.00 น. ทุกวัน

ตลาดน้ำตลิ่งชัน 
  อยู่บริเวณหน้าสำนักงานเขตตลิ่งชัน เป็นตลาดกึ่งชนบทผสมผสานระหว่างชีวิตริมน้ำกับธรรมชาติ มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ตรงกับวันศุกร์หรือวันจันทร์ เวลาประมาณ 09.00–18.00 น. พ่อค้าแม่ค้าซึ่งก็คือชาวสวนในพื้นที่จะเริ่มนำผลผลิตจากสวน ซึ่งมีทั้งพันธุ์ไม้ ผักสด ผลไม้ ปลา และอาหารต่าง ๆ มาจำหน่ายเหมือนตลาดสดทั่วไปแต่ผลผลิตจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารบนแพริมน้ำและมีเรือทัวร์ของเอกชนพาชมคลอง ชมสวน ซึ่งจะได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ริมน้ำของชาวตลิ่งชัน ผู้ใหญ่ 70 บาท เด็ก 40 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณนพดล ประธานประชาคมตลาดน้ำโทร. 08-1374-7616, 08-1701-2565, 08-1325-3590 หรือ สำนักงานเขตตลิ่งชัน โทร. 0-2424-1742 และ 0-2424-5448

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร 
  จัดตั้งขึ้นเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ เพื่อเป็นที่รวบรวมข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น สังคมวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาษา และวรรณกรรม เป็นแหล่งค้นคว้าศึกษา และให้บริการข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยาแก่นักวิชาการ นักศึกษา และผู้ที่สนใจ มีนิทรรศการถาวรที่จัดแสดงได้แก่ ห้องพระราชประวัติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ห้องพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่ทำในประเทศไทย นิทรรศการชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี นิทรรศการพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรตั้งอยู่ ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน ส่วนนิทรรศการเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00–16.00 น. ห้องสมุดเปิดวันจันทร์-เสาร์เวลา 08.30-16.30 น. สำนักงานเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00–17.00 น. ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2 880-9429 หรือ www.sac.or.th

บ้านพิพิธภัณฑ์ 
 ตั้งอยู่เลขที่ 170/17 หมู่ 17 หมู่บ้านคลองโพแลนด์ ซอยคลองโพ 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170 หากขับรถมาตามถนนพุทธมลฑลสาย 2 ไปด้านทางรถไฟหรือคลองมหาสวัสดิ์จนสุด จะพบถนนศาลาธรรมสพน์เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายพิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่จัดแสดงข้าวของของชาวเมืองชาวบ้านทั้งของเก่าและของใหม่ หลากหลายประเภท เช่น ของเล่น หนังสือ เครื่องเขียน เครื่องครัว และของใช้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ จึงเปรียบเสมือนคลังมรดกถ่ายทอดอดีตสู่ปัจจุบัน สร้างอยู่ในพื้นที่ 58 ตารางวาเป็นอาคารสมัยใหม่กว้าง 3 คูหา สูง 3 ชั้นครึ่ง ชั้นล่างจำลองร้านค้าในอดีตเพื่อย้อนบรรยากาศยุคก่อนพ.ศ. 2500 ทั้งร้านขายกาแฟ ร้านขายยา ร้านตัดผม เป็นต้น รวมทั้งมีห้องจัดนิทรรศการหมุนเวียนตามหัวข้อต่าง ๆ ด้วย เปิดให้เข้าชมเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 30 บาท เด็ก 10 บาท สอบถามรายละเอียด โทร. 0-1257-4508, 0-9200-2803 

พิพิธภัณฑ์สุนทร 
ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 82/40 ซอยบุญมี ถนนสุขาภิบาล 1 ท่าเกษตร (แยกจากถนนเพชรเกษม บริเวณห้างโลตัสบางแค) เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่เก็บรวบรวมของโบราณหลายยุคสมัยของไทยและต่างประเทศ ที่เกิดจากการสะสมของคุณสุนทร ชูโนทัยสวัสดิ์ อาทิ รถมอเตอร์ไซต์ BMW รุ่นสมัยสงครามโลก นาฬิกาโบราณหลายรูปแบบ ตะเกียง โคมไฟ ของเล่นเด็ก จักรเย็บผ้า และเครื่องใช้อื่น ๆ มากมาย ผู้สนใจเข้าชมสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2802-0863-4 หรือ www.sunthornmuseum.com พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดให้เข้าชมวันเสาร์ เวลา 11.00–17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 100 บาท 

ตลาดน้ำวัดไทร 
ตั้งอยู่ในเขตจอมทอง ฝั่งธนบุรี เคยเป็นแหล่งเที่ยวชมวิถีชีวิตทางน้ำที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่ได้ถูกทิ้งร้างให้ซบเซาเนื่องจากมีถนนหลายสายเกิดขึ้นในพื้นที่ ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมสมัยที่สวยงามอีกครั้งหนึ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปตามทางน้ำเส้นทางสายประวัติศาสตร์ ที่คลาคล่ำไปด้วยเรือขายสินค้าจากสวนและการซื้อขายสินค้าบนบกริมฝั่งคลองสนามชัยหน้าตลาดน้ำวัดไทร โดยเฉพาะในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และแวะชมตำหนักทอง หอกลองเก่า สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาในวัดไทร เก๋งจีนที่ประทับรัชกาลที่ 3 ตุ๊กตาจีนล้ำค่า ในวัดราชโอรส นมัสการพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ์และภาพเขียนเรื่องสามก๊กที่วัดนางนอง นมัสการหลวงปู่เฒ่าวัดหนัง และชมการแสดงสาธิตการจับงูที่สวนงูริมฝั่งคลองด่าน

การเดินทางสามารถใช้ถนนเอกชัยซึ่งตัดผ่านวัดไทร หรือนั่งรถประจำทางสาย 43 หรือ 120 จากวงเวียนใหญ่ หากเดินทางทางเรือสามารถเช่าเรือจากท่าช้างล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาและเข้าคลองต่าง ๆ มายังตลาดน้ำวัดไทรได

หอสมุดแห่งชาติ 
  เดิมริเริ่มตั้งขึ้นในพระบรมมหาราชวังมีชื่อว่า “หอสมุดวชิรญาณ” ต่อมาได้ขยับขยาย มาสร้างขึ้นบริเวณท่าวาสุกรี ในปี พ.ศ. 2509 เป็นอาคารใหญ่สูง 4 ชั้น ปัจจุบันได้ขยายการบริหารค้นคว้าออกไปมาก ประกอบด้วย หอพระสมุดวชิรญาณ ใช้เป็นสถานที่เก็บศิลาจารึก และตู้พระธรรม ห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมบริพัตร ห้องหนังสือภาษาโบราณ ศูนย์นราธิปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ห้องโสตทัศนวัสดุ สุนทราภรณ์ นอกจากนี้ยังมีบริการฉายภาพยนตร์สารคดี และจัดอภิปรายที่ห้องประชุมหอสมุดฯ และนิทรรศการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-19.30 น. ปิดช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดปีใหม่ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2281-5313

หอสมุดดำรงราชานุภาพ 
ตั้งอยู่ ณ บริเวณวังวรดิศ ถนนหลานหลวง เป็นห้องสมุดอนุสรณ์แด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย พระองค์ได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก รวบรวมหนังสือซึ่งพระองค์ได้สะสมไว้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ประมาณ 7,000 เล่ม รวมทั้งมีห้องจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ด้วย เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ โทร. 0-2282-9110, 0-2281-7577, 0-2280-2133

โรงละครแห่งชาติ 
  เป็นโรงมหรสพอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร จัดแสดง การละเล่น ละคร ฯลฯ ติดต่อสอบถามรายละเอียด ในวันและเวลาราชการได้ที่ โทร. 0-2224-1342 และ 0-2222-1092 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์เวลา 17.00 น. มีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย เช่น โขน ละคร บริเวณสนามหญ้าหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไม่เสียค่าเข้าชม

โรงละครเฉลิมกรุง รอยัล เธียเตอร์ 
  ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง เขตพระนคร เดิมเป็นโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุงต่อมาได้มีการปรับปรุงให้เป็นโรงละครที่ทันสมัย โดยมีการนำเอาเทคนิคพิเศษมาประกอบการแสดงหลากหลายประเภท อาทิ โขน ละครเวที ละครย้อนยุค และภาพยนตร์หมุนเวียนกันไป ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร 0-2225-8757–8, 0-2623-8148-9

นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจ หลุยส์เธียเตอร์) 
ตั้งอยู่ที่สวนลุมไนท์บาร์ซาร์ โรงละครเชิดหุ่นละครเล็ก เกิดขึ้นจากปณิธานความตั้งใจของโจ หลุยส์ หรือ ครูสาคร ยังเขียวสด ศิลปินแห่งชาติปี พ.ศ. 2539 ซึ่งต้องการรักษาศิลปะการแสดงหุ่นละครเล็กมิให้หายไปตามกาลเวลา การเชิดหุ่นละครเล็กผู้เชิดจำเป็นต้องมีพื้นฐานทางด้านการแสดงโขนมาดัวย เนื่องจากในระหว่างที่เชิดหุ่น ผู้เชิดต้องร่ายรำตามไปด้วย และในขณะเดียวกันหุ่น 1 ตัวต้องใช้ผู้เชิดถึง 3 คน ทำให้หุ่นเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต เรื่องราวที่นำมาแสดงเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ปัจจุบันมีคณะสาครนาฏศิลป์เหลืออยู่เพียงคณะเดียวในประเทศไทยที่สืบสานศิลปะแขนงนี้ให้อนุชนรุ่นหลังต่อไป ได้รับรางวัลดีเด่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำปี 2543

  การแสดงหุ่นละครเล็กมีทุกวัน วันละ 1 รอบ เวลา 19.30 น. และที่โรงละครแห่งนี้ยังมีซุ้มสาธิตการทำหัวโขนให้ผู้สนใจในศิลปะไทยได้ชมและแกเลอรี่หุ่นละครเล็กแสดงประวัติหุ่นต่างๆ ค่าชมการแสดง ชาวไทย 400 บาท ชาวต่างประเทศ 900 บาท โรงละครเปิดตั้งแต่เวลา 17.00-21.45 น. รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2252-9683-4 โทรสาร 0-2252-9685

ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

  ตั้งอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง บนเนื้อที่ 23 ไร่ เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ อนุรักษ์ และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ และแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระดับนานาชาติ ภายในศูนย์ฯประกอบด้วยอาคารต่าง ๆ เช่น โรงละคร ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการภาษา และห้องโสตทัศนูปกรณ์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมี “หอไทยนิทัศน์” ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคารนิทรรศการและการศึกษา ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยจัดแสดงเรื่องราวของอารยธรรมไทย แบ่งการจัดแสดงออกเป็น ความเป็นมาของชนชาติไทย วัฒนธรรมข้าวในสังคมไทย ภาษาและวรรณคดีไทย ประเทศไทยกับโลก และวีรกรรมและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้วัตถุจำลอง การฉายสไลด์มัลติวิชั่น วิดิทัศน์ หอไทยนิทัศน์เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.30–16.00 น. หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถทำหนังสือขอเข้าชมวันเสาร์-อาทิตย์ได้ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2247-0028 ต่อ 4223-4 หรือ www.culture.go.th

สยามนิรมิต 
  ตั้งอยู่ที่ถนนเทียมร่วมมิตร เยื้องศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ข้างสถานทูตเกาหลีใต้ เขตห้วยขวาง เป็นสถานที่จัดแสดงโชว์ศิลปวัฒนธรรมไทยรูปแบบใหม่ระดับมาตรฐานโลก โดยใช้เทคนิคพิเศษผสมผสานกับการละคร แสดงเรื่องราวย้อนรอยประวัติศาสตร์ภาคต่างๆ ของไทย เรื่องของภพภูมิต่างๆ นรก หิมพานต์ สวรรค์ ดินแดนแห่งจินตนาการจากวรรณคดี และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ของไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยใช้นักแสดงกว่า 150 คน โรงละครรองรับผู้เข้าชมได้กว่า 2,000 ที่นั่ง เปิดแสดงวันละ 1 รอบ เวลา 20.00 น. ค่าบัตรเข้าชม 1,500 บาท ก่อนเข้าชมการแสดงสามารถเดินชมบรรยากาศบ้านเรือนไทยสี่ภาคบริเวณด้านนอกโรงละคร และมีบริการร้านอาหารและเครื่องดื่ม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2649-9222 โทรสาร 0-2649-9200 www.siamniramit.com

สวนสัตว์ดุสิต (เขาดินวนา) 
  ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ใกล้กับสนามเสือป่าและพระที่นั่งอนันตสมาคม มีพื้นที่ 118 ไร่ ได้รับพระราชทานนามในนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ให้จัดตั้งเป็นสวนสัตว์ของประชาชนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2481 ปัจจุบันเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และได้รับการปรับปรุงเรื่อยมาตามลำดับ เป็นสถานที่เดียวที่พบหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งใน unseen in Thailand แหล่งท่องเที่ยวในมุมมองที่คุณไม่เคยเห็น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถพ่วงส่องสัตว์ในเวลากลางคืน ทุกวันๆ ละ 3 รอบ เวลา 19.00 น., 20.00 น., 21.00 น. ค่าโดยสารผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท สวนสัตว์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. อัตราค่าเข้าชมชาวไทยผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท เด็กชาวต่างประเทศ 50 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2281-2000, 0-2281-9027-8

ซาฟารีเวิลด์ 
  ตั้งอยู่เลขที่ 99 ถนนรามอินทรา บริเวณกิโลเมตรที่ 9 เขตมีนบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 430 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ซาฟารีปาร์ค ซึ่งเป็นสวนสัตว์เปิด มีสัตว์ต่าง ๆ เช่น ม้าลาย กวาง ยีราฟ นก เสือ สิงโต หมี ฯลฯ ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งรถชมชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ตามธรรมชาติโดยรถส่วนตัว หรือรถบริการพร้อมผู้บรรยายของซาฟารีเวิลด์ ส่วนที่สอง คือ มารีนปาร์ค หรือสวนน้ำ มีสัตว์น้ำ และสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่หาดูให้ชมยาก รวมทั้งการแสดงต่าง ๆ เช่น การแสดงของปลาโลมา, นก, แมวน้ำ และลิง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและเกมส์ต่าง ๆ เช่น เกมส์ปาเป้า ยิงปืน โยนบ่วง ฯลฯ ไว้บริการ ซาฟารีเวิลด์เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 390 บาท เด็ก 290 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2518-1000-19, 0-2914-4100-19

สยาม โอเชี่ยน เวิลด์ 
  ตั้งอยู่ชั้นบี 1 และบี 2 ในศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามสแควร์ ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นอุทยานสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดแสดงสัตว์น้ำจากทั่วโลกกว่า 30,000 ตัว 400 กว่าชนิด รวมทั้งสัตว์น้ำที่หายากของโลก ในพื้นที่ถึง 10,000 ตารางเมตรหรือประมาณสนามฟุตบอล 2 สนาม ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐานโลก ในบรรยากาศที่จัดกลมกลืนเหมือนอยู่ใต้ท้องทะเลเพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ความบันเทิงสำหรับเยาวชนและนักท่องเที่ยว เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 450 บาท เด็ก 280 บาท สอบถามรายละเอียด ติดต่อ บริษัท สยามโอเชี่ยน เวิลด์ จำกัด โทร. 0-2687-2000 หรือ www.siamoceanworld.com

สวนสยาม 
  ตั้งอยู่ที่ถนนสุขาภิบาล 2 คันนายาว เขตบึงกุ่ม มีเนื้อที่ 72 ไร่ เป็นสวนสนุกที่ประกอบไปด้วยทะเลน้ำจืด สไลเดอร์ สวนนก พร้อมด้วยเครื่องเล่นนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีศูนย์ศิลปวัฒนธรรมจัดแสดงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ เช่น จีน ลาว กัมพูชา เป็นต้น เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ติดต่อสอบถามรายละเอียดการเดินทาง และอัตราค่าเข้าชมได้ที่ โทร. 0-2919-7200-19 หรือ www.siamparkcity.com

  นอกจากสวนสนุกต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นภายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่งในกรุงเทพฯ ก็มีสวนสนุกตั้งอยู่ภายในบริเวณอาคาร เช่น แฟนตาเซีย ลากูน ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค โทร. 0-2487-1000 เดอะมอลล์ บางกะปิ โทร. 0-2173-1000 ลีโอ แลนด์ ที่เซ็นทรัล ซิตี้ บางนา โทร. 0-2361-0888 ซีคอนสแควร์ (ศรีนครินทร์) โทร. 0-2721-8888 ฟิวเจอร์พาร์ค (บางแค) โทร. 0-2455-0173-5, 0-2454-8800 และอิมพีเรียลเวิร์ล (สำโรง) โทร. 0-2756-8217-8 เป็นต้น 

  นอกจากนี้ยังมีสวนสนุกที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ได้แก่ "ดรีมเวิลด์" ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 7 ถนนรังสิต-นครนายก อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โทร. 0-2533-1244, 0-2533-1152 และ 0-2533-1447

ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ 
  อาคารหน้าตาทันสมัยแห่งนี้ได้จัดเก็บผลงานทางศิลปะไว้มากถึง 200 ชิ้น มีตั้งแต่ผลงานทางประติมากรรมของปรมาจรย์ศิลปะของไทย อย่างอาจารย์ศิลป์ พีระศรี อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อาจารย์กมล ทัศนาญชลี ที่นี่จึงเป็นที่แสงผลงานศิลปะที่สำคัญของประเทศ ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ ตั้งอยู่ที่ซอยนวลจันทร์ 56 ถนนรามอินทรา เปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันเสาร์ เวลา 10.00 - 16.00 น.โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม เยี่ยมชมเป็นหมู่คณะติดต่อล่วงหน้าโทร. 0-2559-0505 ต่อ 581, 180

มัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) 
ท่องเที่ยววัดไทยกันมามาก ลองไปเยี่ยมชมมัสยิดที่สร้างแบบทรงไทยตามพระราชนิยมแบบสมัยรัชกาลที่ 3 กันดูบ้างครับ ที่นี่มีจุดเด่นอยู่ที่ศิลปะจีน ไทย และฝรั่งมาหล่อหลอมรวมกันเป็นศาสนสถานที่มีอายุมากกว่า 200 ปี การจะเข้าไปเยี่ยมชมหรือทำพิธี ณ ที่แห่งนี้ ทุกคนจะต้องแต่งกายให้รัดกุม (มีป้ายห้ามหญิงมีประจำเดือนเข้าไปด้วยเชื่อว่าเป็นเลือดที่ไม่สะอาด) และแม้มัสยิดแห่งนี้จะแฝงด้วยความเป็นไทย แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันหน้าไปทางทิศของนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ตามประเพณีนิยมของชาวมุสลิมครับ มัสยิดบางหลวงตั้งอยู่ที่ถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี หาไม่ยากครับ

ชุมชนกุฎีจีน (หรือกะดีจีน)
ใครที่อยากสัมผัสความเป็นจีนโบราณ เราขอแนะนำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คุณต้องไป บรรยากาศของที่นี่ดูสบาย ๆ ตามประสาย่านชุมชนเก่าแก่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณฝั่งธนบุรี ชุมชนกุฎีจีนอยู่ตรงข้ามกับปากคลองคลาดครับ ใครไปใครมาก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าเกียนอันเก๋ง หรือศาลเจ้าแม่กวนอิมที่ตั้งอยู่ที่นี่ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชุมชน คนแถวนี้ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยชาวจีน อินเดีย และยุโรป สถาปัตยกรรมต่าง ๆ จึงโดดเด่นไปด้วย เช่น โบสถ์ซางตาครู๊ส และขนมฝรั่งกุฎีจีนอันเลื่องชื่อ ปัจจุบันบ้านที่ทำขนมฝรั่งขายมีเหลือเพียงอยู่ 2 หลังเท่านั้น

บ้านพิพิธภัณฑ์ 
ที่นี่จะพาคุณย้อนวัยไปกับกลิ่นไอของบรรยากาศสมัยเมื่อคุณยังเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านตัดผม หรือแม้กระทั่งร้านทอง ทั้งหมดถูกยกมาตั้งแสดงไว้ที่นี่ จะมองไปทางไหน หยิบจับของอะไรขึ้นมาสักชิ้น ล้วนแล้วแต่เป็นของที่คุ้นเคยผ่านมือผ่านตามาแล้วทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นการรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนในยุค พ.ศ.2500 มาอย่างครบถ้วน บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นของคุณเอนก นาวิกมูล คนที่เล็งเห็นว่าสิ่งของต่าง ๆ ถ้า “เก็บวันนี้พรุ่งนี้ก็เก่าแล้ว” ถ้าเห็นด้วย วันหยุดคราวหน้าคุณต้องไม่พลาดที่จะมาที่นี่ (เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น.)

สวนศิลปะอมันตี 
วันว่าง ๆ ลองหาสานที่ดี ๆ เสพศิลปะกันให้ชื่นใจดีกว่าเดินห้างเยอะครับ ที่นี่กรุงเทพฯ มีสวนศิลปะที่กว้างขวาง ร่มรื่นอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 13 แถว ๆ หลักสี่นี่เองครับ ที่นี่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับความร่มครึ้มของต้นไม้ใหญ่สลับไปกับบ้านทรงไทย งานศิลปะและเฟอร์นิเจอร์แบบเอเชียที่สวยงาม ที่อมันตียังมีกิจกรรมศิลปะและวัฒนธรรมตลอดทั้งปี หรือจะแค่แวะไปที่มุมกาแฟของอมันตี ซึ่งมีทั้งอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่มตลอดทั้งวัน ก็คุ้มค่าที่จะมาสัมผัสความสงบที่หาได้ยากในกรุงเทพฯ แล้วล่ะครับ

บ้านจักรยาน 
  หากได้มีโอกาสผ่านไปย่านตลิ่งชัน แนะนำให้ลองแวะไปชมจักรยานโบราณที่หาดูได้ยาก และมีมากถึงกว่า 1,000 คัน จากปากซอยสวนผัก 6 ตรงเข้าไปประมาณ 50 เมตร เท่านั้น ด้านขวามือเราจะสังเกตได้ว่ามีบ้านหลังหนึ่งที่ร่มครึ้มไปด้วยพันธ์ไม้น้อยใหญ่จนเหมือนร้านขายต้นไม้ ป้ายหน้าบ้านเขียนบอกไว้ว่าที่นี่คือ “บ้านจักรยาน” ซึ่งผู้สะสมก็คืออาจารย์ทวีไทย บริบูรณ์ ศิลปินงานปั้นที่มีชื่อเสียงของไทยพูดได้เต็มปากครับว่าที่นี่คือแหล่งสะสมจักรยานโบราณมากที่สุดในประเทศไทย

บ้านผ้าไหมราชเทวี 
ลองหาเวลามาดูแหล่งท่องเที่ยวแบบสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนกันบ้างนะครับ ที่เขตราชเทวีมี “ชุมชนบ้านครัว” ตั้งอยู่ที่ริมคลองแสนแสบ ซ.เกษมสันต์ 3 ที่นี่เป็นสถานที่ให้เราพิสูจน์ได้ว่าร่องรอยของอดีตยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นในการทอผ้าไหมที่มีลายเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่ยุคสมัยก่อนจิม ทอมป์สัน เฟื่องฟู ปัจจุบันสามารถเข้าชมชั้นตอนการผลิตผ้าไหมของชาวชุมชนบ้านครัวเหนือได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-21.00 น.

ชุมชนแห่งนี้ยังอนุรักษ์การทอผ้าไหมไว้คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยยังใช้แรงงานฝีมือทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการฟอกสี การย้อมสี จนไปถึงการทอ โดยยังใช้ระบบการทอด้วยกี่แบบดั้งเดิม และหากถูกใจผ้าไหมผืนใดก็สามารถเลือกซื้อกลบไปฝากคนรู้ใจได้อีกด้วยครับ

ท่องเที่ยวทางเลือกกับ Segway 
ด้วยมิตรภาพที่ดี บวกรอยยิ้ม และคำทักทายจากคนรอบข้าง จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับเป็นซูเปอร์สตาร์ไปตลอดสองข้างทางที่คุณท่องเที่ยวด้วยรถไฟฟ้าสองล้อที่เรียกว่า Segway ซึ่งจะให้ประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นกับเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ โดยเส้นทางท่องเที่ยวนั้นมีหลากหลายตั้งแต่ การท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตผู้คนในแต่ละสถานที่ พร้อมยังมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำวิธีการขี่และพาเที่ยว แวะไปลองใช้บริการกันดูได้ที่อาคารท่าเรือท่ามหาราช ถนนมหาราช

โลหะปราสาท 
ถ้าหากพูดถึงประเทศที่นับถือพุทธศาสนา ทั่วโลกนี้มี 3 แห่ง เท่านั้นที่ได้จัดสร้างโลหะปราสาทคือ มีคารมตุปราสาท เมืองสาวัตถี จากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นโลหะปราสาทหลังแรกของโลก มีอยู่ด้วยกัน 2 ชั้น 1,000 ห้องสร้างโดยนางวิสาขา ในสมัยพุทธกาลเพื่อเป็นที่พำนักแก่พระสงฆ์ โลหะปราสาทกรุงลังกา ประเทศศรีลังกาสร้างขึ้นในปีพ.ศ.382 มี 9 ชั้น 1,000 ห้อง และโลหะปราสาทหลังที่ 3 คือ โลหะปราสาท วัดราชนัดคารามวรวิหาร ซึ่งถือว่าเป็นแห่งที่ 3 ของโลก และถือว่าเป็นหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก สร้างในปี พ.ศ.2389 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเพื่อเป็นเกียรติแก่พระนคร มีอยู่ด้วยกัน 7 ชั้น 37 ยอด ที่แฝงไปด้วยหลักธรรมทางศาสนาทั้งสิ้น เปิดให้เข้าชมทุกวัน 9.00-17.00 น. ครับ

โขน ศาลาเฉลิมกรุง 
  เรารู้จักกันดีว่าโนเป็นการแสดงที่ควรค่าแก่ศิลปะชั้นสูงแห่งการอนุกรักษ์ ด้วยเครื่องแต่งกายและท่วงท่าทวงที่สวยงาม แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถชมโขนเหมือนการชมภาพยนตร์ทั่วไปได้ ศาลาเฉลิมกรุงจึงเปิดให้คนธรรมดาได้เข้าชมกันอย่างจุใจ แม้จะมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นโขนร่วมสมัย แต่เนื้อหาของโขนนั้นก็ยังคงต้นฉบับเดิมไว้ เพียงแต่บางครั้งปรับให้เข้าใจง่าย อย่างเรื่องรามเกียรติ์ ทั้ง 8 ฉาก ก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ลองเข้ามาชมกันคุณจะได้อรรถรสที่ต่างจากการชมมหรสพในแบบเดิม ๆ ดูรายละเอียดได้ที่ www.salachalermkrung.com

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร บางขุนเทียน 
หลายคนอาจไม่รู้ว่าที่กรุงเทพก็มีป่า ป่าแห่งนี้คือป่าชายเลนผืนสุดท้ายของกรุงเทพฯ เราสามารถเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนได้ที่นี่ โดยจะมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และชุมชนในพื้นที่ที่จัดไว้อย่างน่าสนใจ อย่างเช่นเรื่องของคลองด่าน ที่บอกเล่าถึงความเป็นมาในอดีตของชาวน้ำเค็ม ที่เชื่อมต่อกับตัวเมืองกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีจุดชมวิวกรุงเทพฯ ที่สามารถนั่งเรือเช่าออกไปชมอ่าวไทยได้อีกด้วย สอบถามเพิ่มเติม โทร.0-2452-5001

อุทยานแมวไทยโบราณ (นัยน์ตาสองสี) 
ถ้าพูดถึงแมวก็มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ที่สวยงาม แต่ที่นี่จะมีให้ชมเฉพาะพันธุ์ขาวมณีที่มีตัวสีขาวสวยใสพร้อมด้วยนัยน์ตาสองสี แมวชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นแมวทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จนเวลาล่วงผ่านก็ได้มีการนำแมวชนิดนี้มาจัดแสดงให้ผู้คนได้ชมกัน โดยแมวของที่นี่มีอยู่ด้วยกันประมาณ 44 ตัวแต่นำมาให้คนได้ชมกันจริง ๆ เพียง 14 ตัว อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ถ.ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี เปิดบริการ 10.00-17.00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-9765-6697

พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียง และหีบเสียงไทย 
  สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ฟังเพลงด้วยไอพ็อด นึกอยากฟังเพลงอะไรก็กด ๆ เลือกได้เลย อาจไม่รู้ซึ้งถึงความประณีตในการฟังเพลงของคนสมัยก่อน ที่นี่คุณจะได้ชมเครื่องเสียยุคโบราณรุ่นคุณทวด ตั้งแต่เครื่องเล่นกระบอกเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือหีบเสียงที่เริ่มต้นเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมัยรัชการที่ 5 ที่จะทำให้คุณประทับใจ พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในซอยลาดพร้าว 43 เปิดทุกวันอาทิตย์ 2 รอบ 10.00 น. และ 14.00 น. ดูรายละเอียดได้ที่ www.talkingmachine.org

พิพิธภัณฑ์หินแปลก 
ใครอยากเห็นหินรูปร่างแปลก ๆ ไม่ต้องไปไกลถึงต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เพราะที่ปากซอยเจริญกรุง 26 มีพิพิธภัณฑ์ให้คุณดูหินแปลก ๆ กัน โดยการริเริ่มของคุณยรรยง เลิศนิมิต นักธุรกิจสิ่งทอและนักสะสม ที่ได้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์หินแปลกขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 มีหินแปลกที่รวบรวมหินนับหมื่น ๆ ชนิด ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ที่นี่มีด้วยกันทั้งหมด 3 ชั้น โดยในชั้นที่ 1 และ 2 เป็นหินหยก ฟอสซิส หินธรรมชาติ หินย้อย ฯลฯ จำนวนกว่า 2,000 ชิ้น และมีการเปลี่ยนจัดแสดงชุดใหม่ทุก ๆ 6 เดือน ส่วนในชั้น 3 จัดแสดงที่เขี่ยบุหรี่จากรอบโลกกว่า 4,000 ชิ้น ทำจากวัสดุหลากหลายอย่าง เช่น ดินเผา กระดูกสัตว์ ไม้ เปลือกหอยมุก คริสตัล ทองเหลือง ไปไม่ถูกสอบถามได้ที่ โทร.0-2236-5655

วัดบำเพ็ญจีนพรต (วัดย่งฮกยี่) 
  วัดบำเพ็ญจีนพรตตั้งอยู่ที่ตรอกวัดกันมาตุยาราม ถนนเยาวราช นับได้ว่าเป็นวัดจีนที่เล็กมาก ๆ ใกล้ ๆ กันจากจัดจะเป็นตึกแถวเรียงรายล้อมรอบ หากมองจากภายนอกจะไม่ทราบได้เลยว่ามีวัดอยู่ในซอยนี้ เมื่อเดินเข้าไปในวัดจะพบกับพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอุโบสถ ตัวอาคารโครงสร้างเป็นไม้แบบจีน ภายในมีพระประธาน 3 องค์ที่ประดิษฐานอยู่ หากมองผิวเผินจะคิดว่าหล่อจากโลหะธรรมดา แต่แท้ที่จริงแล้วองค์พระพุทธรูปทำจากกระดาษที่เรียกว่า เปเปอร์มาเช่ แล้วลงรักปิดทองจนเหมือนเป็นพระพุทธรูปหล่อ และหากมองด้านข้างของพระประธานทั้ง 2 ข้าง จะเห็นพระอรหันต์ 18 องค์ในอิริยาบถต่าง ๆ ซึ่งก็ทำจากกระดาษเปเปอร์มาเช่ทั้งหมดเช่นกันครับ

เรือสำเภา วัดยานนาวา
ความคิดที่ว่า ในกรุงเทพฯ คงไม่มีเรือสำเภาให้เห็นกันอีกแล้ว ต้องลายหายสิ้นไปทันทีเมื่อผ่านไปยัง วัดยานนาวา บนถนนเจริญกรุง วัดยานนาวาเป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมใช้ชื่อว่า วัดคอกกระบือ เนื่องจากสมัยก่อนมีการนำกระบือมาเลี้ยงไว้เป็นจำนานมาก และเมื่อถึงรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าให้สร้างเรือสำเภาพระเจดีย์แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไป เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปเรือสำเภาซึ่งกำลังจะหมดไปจากเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อจากวัดคอกกระบือ เป็น วัดยานนาวา ข้างในมีพระบรมสารีริกธาตุให้สักการะด้วยครับ

ชุมชนหมู่บ้านญี่ปุ่น 
ซอยสุขุมวิท 33/1 ก็เหมือนกับซอยเล็ก ๆ ในกรุงเทพทั่ว ๆ ไป แต่ที่นี่คือแหล่งรวมคนญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานและพำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ ภายในซอยมีร้านค้าที่ขายอาหารญี่ปุ่นเรียงรายสองข้างทาง แต่ละร้านขอเน้นย้ำว่าเป็นญี่ปุ่นแท้ ๆ ไม่กลายพันธุ์ครับ มีตั้งแต่ร้านขายหนังสือญี่ปุ่น การ์ตูนญี่ปุ่น ขนมญี่ปุ่น และแน่นอน อาหารญี่ปุ่น บางร้านก็ขายราเมง บางร้านก็ทำทาโกะยากิลูกโต ๆ ที่สอดไส้ปลาหมึกยักษ์เนื้อเด้ง ๆ ให้เราได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย

ช่วงท้ายซอยจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ชื่อ UFM Fuji Super ข้างในจะมีของญี่ปุ่น ๆ ขาย อาทิ เนื้อนำเข้าจากญี่ปุ่น ปลานำเข้าจากญี่ปุ่น และอีกหลากหลายอย่างที่มาจากญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นซูเปอร์มาเก็ตของคนญี่ปุ่นก็คงไม่ผิดนัก ใครที่อยากไปสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่น แค่ลงสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์แล้ว เดินอีกนิดก็จะเจอครับ

ห้องสมุดเนลสันเฮย์ 
ห้องสมุดที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดในกรุงเทพฯ (แต่ก็มีบางกระแสบอกว่าจริง ๆ แล้วสวยที่สุดในประเทศไทยต่างหาก) คุณหมอเฮย์สร้างขึ้นเพื่อภรรยาของเขา คุณเจนนี่ และทำให้คุณปรายพันแสง ใช้เป็นฉากหนึ่งในเรื่องสั้นของเธอ และยกย่องว่าเป็นทัชมาฮาลของคนรักหนังสือ นอกจากนี้ ยังมีนักเขียนชื่อดังอีกหลาย ๆ ท่านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากห้องสมุดนี้เขียนเรื่องราวดี ๆ ถ่ายทอดออกมาให้ทุก ๆ คนได้อ่านกันครับ ที่นี่อออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนมาริโอ ตามานโญ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญ ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 เช่น สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระที่นั่งอนันตสมาคม สถานีรถไฟหัวลำโพง ใครที่กำลังหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับตัวเองอยู่ ลองแวะมาที่นี่สักครั้ง คุณอาจได้อะไรดี ๆ กลับไป อยู่แถว ๆ สุรวงศ์ครับ ถามทางได้ที่เบอร์ 0-2233-1731

ตลาดสามย่านใหม่ 
หลังจากที่คืนวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2551 ตลาดสามย่านเดิมที่อยู่ตรงข้ามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ต้องมีอันปิดตัวไป หลายคนที่เคยมีความทรงจำดี ๆ กับร้านสเต็กอร่อย ๆ ร้านซีฟู้ดสด ๆ ได้ทำใจว่าต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะเขาเพียงแค่ทำการย้ายที่เท่านั้น ที่ใหม่นั้นทั้งสดและใหม่กว่าเดิมครับ ตลาดสามย่านใหม่ที่ว่าตั้งอยู่ที่หลังสนามกีฬาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หรือสนามจุ๊บนั่นเอง) ไกลกว่าเดิมนิดหน่อย แม้จะเปลี่ยนที่ แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมครับ

บางกระเจ้า 
บางกระเจ้าคือพื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ตรงข้ามกับเขตคลองเตยและเขตยานนาวา กินพื้นที่เข้าไปถึงจังหวัดสมุทรสาคร โดยในสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศอนุรักษ์ไว้ให้เป็น "ปอด" หรือโอเอซิสของคนกรุงเทพมหานครนั่นเอง สำหรับคนที่จะไปที่นี่จะต้องนั่งเรือข้ามฟากไปอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่นี่เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ผู้ที่มาเที่ยวจะต้องเดิน ถีบจักรยาน หรือพายเรือ เท่านั้น ไม่มีการใช้เครื่องยนต์ใด ๆ ทั้งสิ้น

แนวกำแพงเมืองเก่า ม.ธรรมศาสตร์ 
แนวกำแพงเมืองเก่านี้ถูกพบขึ้นขณะดำเนินการสร้างอาคาร 60 ปี หน้าคณะรัฐศาสตร์ในปี พ.ศ.2540 โดยมีการขุดค้นพบฐานกำแพงพระนครในสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งพระองค์โปรดให้สร้างพระนครใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงให้มีการขุดคลองรอบกรุงแล้วสร้างกำแพงล้อมรอบ และให้สร้างป้อมปราการตามแนวกำแพงเมือง จำนวน 14 ป้อม และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็อยู่ระหว่างป้อมพระจันทร์กับป้อมพระอาทิตย์ปัจจุบันทั้งสองป้อมได้ถูกรื้อไปแล้วครับ นอกเหนือจากกำแพงเมืองเก่าแล้ว ยังมีการขุดค้นพบเป็นใหญ่ 1 กระบอก กระสุนลูกปืนใหญ่จำนวน 12 ลูก และเศษจานชามกระเบื้องอีกมากมาย ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกกรุงเทพมหานคร 
หากคุณต้องการทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกรุงตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่นี่มีคำตอบครับ เพราะพิพิธภัณฑ์บางกอกในซอยเจริญกรุง 43 แห่งนี้ ได้ทำการรวบรวมข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ และแสดงให้ผู้ชมเห็นถึงวิวัฒนาการความเป็นอยู่ และการใช้ชีวิตของชาวกรุงตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยส่วนจัดแสดงนั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ บ้านทรงปั้นหยาที่ทำการเก็บเครื่องเรือนต่าง ๆ ซึ่งทุกอย่างยังคงสภาพสมบูรณ์ บ้านคลีนิคของคุณหมอ ฟรานซิส คริสเตียน ซึ่งเก็บอุปกรณ์การแพทย์เก่า ๆ เอาไว้ และส่วนสุดท้าย อาคารห้องแถวสองชั้น ซึ่งจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้เครื่องมือช่าง รวมถึงของเล่นในสมัยก่อนที่หาดูได้ยากครับ

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นวัดที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาลเมื่อ พ.ศ.2412 มีลักษณะพิเศษคือภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในออกแบบตกแต่งอย่างตะวันตก จนเป็นที่มาของคำว่าวัดไทยศิลปะแวร์ชาย วัดราชบพิธมีพระประธานเรียกว่าพระอังคีรสที่ว่ากันว่ามีขนาดเท่าองค์จริงของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสมเด็จรัชกาลที่ 5 ได้ใช้ทองที่พระองค์ใช้ทรงเครื่องนำไปหลอมแล้วมากะไหล่รอบองค์พระ วัดราชบพิธยังมีสุสานหลวงอันเป็นที่เก็บพระอัฐของบรรดาเจ้าจอมเทวี พระราชเทวีตลอดจนพระราชโอรสธิดาของสมเด็กรัชกาลที่ 5 และเชื้อพระวงศ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลกิจกรรม
กรุงเทพฯ มีกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ โดยกิจกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ เที่ยวชมพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง และพระที่นั่งต่างๆ ชมวัดสำคัญและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการทางศิลปะที่มีการจัดหมุนเวียนตลอดทั้งปีในหลายๆ สถานที่
สำหรับผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นครอบครัว กรุงเทพฯ มีสวนสนุก สวนสัตว์ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะสำหรับเด็กและครอบครัวหลายแห่งด้วยกัน
กรุงเทพฯ มีชื่อเสียงในด้านการเป็นเมืองช้อปปิ้ง มีสินค้าราคาถูกและคุณภาพดี คนชอบซื้อของต้องไม่พลาดการช้อปปิ้งและเดินเที่ยวใจกลางกรุง ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ต้องไม่พลาดไปเดินตลาดนัดจตุจักร ส่วนแหล่งช้อปปิ้งในตอนกลางคืนก็มีทั้งถนนข้าวสาร สวนลุมไนต์บาซาร์ ย่านพัฒน์พงษ์ ถนนสีลม และตลาดนัดสะพานพุทธ
สำหรับคนรักกีฬา กรุงเทพฯ มีโปรแกรมการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ ตั้งแต่ระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับโลก แวะเวียนกันมาจัดให้ชมมากมายทุกปี
ส่วนคนที่ชอบเที่ยวกลางคืน เมืองหลวงแห่งนี้ก็มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนมากมาย ให้คนที่ชอบนอนดึกได้เที่ยวกันแบบจุใจ
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวแบบผ่อนคลายอื่นๆ เช่น ล่องเรือชมทิวทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เที่ยวตลาดน้ำ กินอาหารทะเลสดๆ ที่บางขุนเทียน พักในโรงแรมหรู ทำสปา และนวดแผนโบราณ เป็นต้น
รายละเอียดอื่นๆ
หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

โทรศัพท์ฉุกเฉิน โทร. 191
ศูนย์บริการผู้ใช้ทางพิเศษ โทร. 1543

Link ที่น่าสนใจ

ศูนย์ท่องเที่ยวกทม. www.bangkoktourist.com  
   
บริการจองที่พัก โรงแรม รีสอร์ท บังกะโล ราคาถูกส่วนลดกว่า 10 - 75% กับ www.FoodTravel.tv
รายชื่อโรงแรม ราคา
โรงแรม ดรีม กรุงเทพฯ
10 ซอยสุขุมวิท 15 ถนนสุขุมวิท คลองเตยเหนือ วัฒนา กรุงเทพฯ 10110
พื้นที่ สุขุมวิท     ความคิดเห็นผู้เข้าพัก :    (0 จาก 5)
ราคาเริ่มต้น : 3,709 บาท

รายชื่อโรงแรม ราคา
โรงแรม รีเจนท์ รามคำแหง
22 ซอยรามคำแหง 22 เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240
พื้นที่ รามคำแหง     ความคิดเห็นผู้เข้าพัก :    (0 จาก 5)
ราคาเริ่มต้น : 911 บาท

รายชื่อโรงแรม ราคา
โรงแรม นานา ไฮโซ
88 สุขุมวิท ซอย 3 นานา คลองเตย วัฒนา กรุงเทพ 10110
พื้นที่ นานา     ความคิดเห็นผู้เข้าพัก :    (0 จาก 5)
ราคาเริ่มต้น : 1,854 บาท